ประเภทบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

1. การฝึกทักษะและการทำแบบฝึกหัด (Drill and Practice)
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในลักษณะนี้มักจะพบกันมากที่สุด เป็นบทเรียนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนซ้ำหรือ ฝึกซ้ำเป็นการทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมาแล้ว เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติซ้ำ จะทำให้ผู้เรียนสามารถจดจำเนื้อหาได้ มากขึ้น โดยบทเรียนจะเสนอเนื้อหา แบบฝึกหัด อาจอยู่ในรูปของคำถามแบบจับคู่ ถูกผิด หรือเลือกข้อที่ถูก ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสตอบสนอง และบทเรียนจะให้การเสริมแรง (Reinforcement) โดยการให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนได้ทันที และผู้เรียนสามารถย้อนกลับไปเรียนบทเรียนซึ่งได้ทบทวนแล้วได้อีกครั้ง ผู้เรียน สามารถเลือกเรียนในแต่ละบทเรียนย่อยๆได้ตามความต้องการ

2. การทบทวน (Tutorials)
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในลักษณะนี้จะเป็นการนำเสนอเนื้อหาวิชาใน สิ่งใหม่ที่ผู้เรียนไม่คุ้นเคยมาก่อนจะทำหน้าที่เป็นผู้สอนพิเศษ มีการนำเสนอเนื้อหา วิชาตามด้วยคำถามที่เกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้เสนอไปแล้ว ผู้เรียนจะมีโอกาสตอบสนอง โดยการตัดสินใจเลือกข้อที่ถูกที่สุดอาจจะอยู่ในรูปของคำถาม จับคู่ ถูกผิด หรือ เลือกข้อที่ถูกที่สุด ผู้เรียนจะได้รับการเสริมแรง โดยมีข้อมูลย้อนกลับให้กับผู้เรียน ทันที ซึ่งเป็นสิ่งดึงดูดให้ผู้เรียนเกิดความสนใจอยากเรียนบทเรียนต่อไปและผู้เรียน สามารถย้อนกลับไปเรียนใหม่ได้เมื่อต้องการทบทวนในสิ่งที่เรียนมาแล้ว หรือ ต้องการเรียนเนื้อหาต่อไป ผู้เรียนก็สามารถเลือกได้เอง และควรจะมีการบันทึก คะแนนสำหรับข้อที่ถูกและข้อที่ผิด เพื่อเป็นการตรวจสอบความสามารถของผู้เรียน ได้ด้วยตนเอง

3. เกมส์การสอน (Instructional Games)
การเกิดการเรียนรู้ได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการเรียนจากหนังสือหรือเนื้อหา อย่างเดียว แต่การเรียนรู้ก็สามารถเกิดขึ้นได้จากการเล่น ซึ่งมีงานวิจัยหลายเล่มที่ พบว่าการเรียนปนเล่นทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีกว่าการเรียนการสอนแบบ ปกติซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ส่วนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีลักษณะการนำเสนอ แบบเกมส์นั้น จะต้องมีจุดประสงค์ที่แน่นอน เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้น เช่นการ จัดการแข่งขันกันหรือการทำงานร่วมกันโดยการแข่งขันกันเป็นทีมจะมีลักษณะเป็น รายบบุคคลหรือกลุ่ม โดยเฉพาะลักษณะการเรียนเป็นกลุ่มจะทำให้ผู้เรียนรู้จักการทำ งานเป็นกลุ่มเป็นหมู่คณะหรือเป็นทีมมากขึ้น ผู้เรียนจะเกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ผู้เรียนด้วยกันเองที่นอกเหนือจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับ ผู้เรียน ผู้เรียนจะได้รับการเสริมแรงด้วยการเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ จะเกิดความสามัคคี กันในหมู่คณะดังนั้นการออกแบบบทเรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้ท้งควมรู้และความสนุกสนาน ไปพร้อมๆกันนั้น ค่อนข้างลำบากในการจัดทำโปรแกรม สิ่งที่จะสามารถดึงดูดความ สนใจของผู้เรียนได้ก็ไม่พ้นเรื่องการนำภาพกราฟิค ตัวหนังสือที่ไม่ธรรมดาเรื่องของ สีและเสียงรวมทั้งภาพเคลื่อนไหว

4. การจำลองสถานการณ์ (Stimulation)
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในลักษณะนี้จะเป็นการนำเสนอในรูปแบบของ การจำลองสถานการณ์การเรียนให้มีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์จริงให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกในการตัดสินใจ เรียนรู้เหตุการณ์และวิเคราะห์สถานการณ์ นั้นว่าควรจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่สร้างขึ้นได้อย่างถูกต้องและ เหมาะสม ทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัย หรือเสียเวลาที่ไม่ควรจะเสียไป และเมื่อผู้เรียนอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ผู้เรียนจะ สามารถคิดล่วงหน้าได้เลยว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างกับสถานการณ์แบบนั้น ซึ่งการ เรียนในลักษณะนี้จะดีกว่าการเรียนจากสถานการณ์จริงที่ต้องเสี่ยงอันตรายหรือที่ ต้องลงทุนสูง

5. การแก้ปัญหา (Problem Solving)
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในลักษณะนี้จะเป็นการนำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเน้นในเรื่องของขบวนการคิดการใช้เหตุผลในการตัดสินใจโดยมีเกณฑ์ เป็นตัวกำหนด ผู้เรียนจะต้องพยายามคิดค้นหาวิธีเพื่อที่จะแก้ปัญหานั้นๆ บทเรียน ประเภทนี้เหมาะที่จะนำไปใช้กับวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์หรือวิชาอื่นๆที่ต้องใช้ ขบวนการคิดอย่างมีเหตุมีผลที่สลับซับซ้อนมาก
 
 

การออกแบบบทเรียน

การนำประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก้ผู้เรียน มากที่สุดนั้น จะต้องคำนึงถึงจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน ควรมีการวางแผนที่ดี สำหรับการสร้างบทเรียนหนึ่งๆ โดยมีจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ชัดเจนว่าต้องการ ให้ผู้เรียน เรียนรู้อะไร อย่างไร โดยมีอะไรเป็นเกณฑ์เพื่อวัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ได้ ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้ได้มาตรฐานกับการที่จะสามารถ นำไปใช้ได้กับทุกกลุ่มผู้เรียน ดังนั้น จึงควรมีการออกแบบบทเรียนที่ดีซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ในการผลิตบทเรียนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลซึ่งจะต้องอาศัยวิธีการจัดระบบเข้า มาใช้และยังต้องคำนึงถึงทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้เรียน จากการศึกษาหลัการ และทฤษฎีการเรียนรู้รวมทั้งผลงานวิจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน การออกแบบบทเรียนนั้นควรจะมีองค์ประกอบอยู่ 4 ประการ คือ
1.การออกแบบสิ่งเร้าหรือเนื้อหา (Design of the Stimulus)
หลักในการออกแบบ คือ ผู้เรียนสามารถเห็นเนื้อหา ความรู้หรือข้อมูลบนจอภาพ ซึ่งผู้เรียนจะเกิดความเข้าใจและสามารถจำได้มาก อาจจะมีคำบรรยาย คำถาม แบบฝึกหัด ตัวชี้นำ (cue) และเสียงประกอบ เพื่อให้ผู้เรียนมีการตอบสนองจากสิ่งเร้าหรือเนื้อหา นั้นๆ รูปแบบของบทเรียนอาจจะเป็นแบบเกมส์การศึกษา การฝึกทักษะและทำแบบฝึกหัด ซึ่งเน้นการเสนอเนื้อหาบนจอภาพ

2.การตอบสนองของผู้เรียน (Learner Responses)
การตอบสนองของผู้เรียนจะบ่งบอกถึงคุณภาพของผู้ออกแบบบทเรียน การตอบสนอง ไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงออกให้เห็นเสมอไป คำถามที่ถามควรเป็นคำถามที่สามารถกระตุ้นผู้เรียน ให้ตอบสนอง ผู้เรียนสามารถประเมินผลตนเองได้จากความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนอาจใช้วิธีการ ประเมินจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจากเพื่อน จากครูหรือจากแบบฝึกหัด บทเรียน จะต้องมีการวางแผนเพื่อให้ตอบสนองให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ จัดกระบวนการ คิดของผู้เรียนให้สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม

3.ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback)
การให้ข้อมูลย้อนกลับหรือ Feedback หลังจากผู้เรียนมีการตอบสนองจัดได้ว่า เป็นขบวนการของการสื่อสารอย่างหนึ่ง ซึ่งชนิดของการให้ Feedback ประการแรกนั้น จะต้องมีความสัมพันธ์กันกับการตอบสนองของผู้เรียน ประการที่สอง องค์ประกอบ ทางด้านเวลา ความถี่และการถ่วงเวลาในการให้ Feedbackจะเป็นการเสริมแรง (Reinforcement) คือ ผู้เรียนจะมีความต้องการในการได้รับ Feedback จากการ ตอบสนองในแต่ละครั้ง จัดได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญในการออกแบบบทเรียน การให้ Feedbackจะเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจให้ผู้เรียนเกิดความต้องการที่จะตอบสนอง ต่อสิ่งเร้าหรือเนื้อหาความรู้ที่เสนอ

4.การควบคุมบทเรียน (Lesson Control)
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการออกแบบบทเรียนให้ได้ดีอีกองค์ประกอบหนึ่งก็คือ การที่ผู้เรียน สามารถควบคุมบทเรียนได้ด้วยตนเอง สามารถตัดสินใจเลือกเนื้อหาที่จะเรียน เลือกวิธี การเรียน เลือกรูปแบบการเรียน จะทำให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจที่จะเรียนรู้ ผู้เรียน สามารถเรียนได้ตามความรู้ ความสามารถของตนเอง เป็นการสนองความแตกต่างระหว่าง ผู้เรียนได้ดี ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นคุณสมบัติของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราสามารถนำมาใช้ ประโยชน์ได้
การออกแบบบทเรียนนั้น โดยพื้นฐานแล้วควรมีให้ครบทั้ง ๔ องค์ประกอบเป็นอย่างน้อย ถ้าจะถามว่ารูปแบบใด วิธีการแบบใดดีที่สุดนั้น ไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากรูปแบบและวิธีการในแต่ละวิธีนั้นจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัว ในการนำไปใช้ และใช้ให้ถูกวิธีตรงกับเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของผู้เรียน ผู้เรียนก็จะได้รับประโยชน์สูงสุดเช่นกัน จึงจะจัดได้ว่ารูปแบบการเรียนและวิธีการเรียนนั้นดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ